KCG ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 154.6 ล้านบาท เติบโต 26.5% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขาย 2,187.8 ล้านบาท ซึ่งขยายตัว 7.4% เติบโตได้ตามเป้าหมาย รวมถึงการบริหารต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง คาดสถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลกระทบจำกัด
นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มียอดขาย 2,187.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% YoY และมีกำไรสุทธิ 154.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการตอบรับที่ดีทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยยอดขายเพิ่มขึ้นในทุกช่องทางการจำหน่ายและทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิตกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หลังจากที่ปรับตัวลดลงในปี 2568 จากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การจำหน่ายในช่องทาง Modern Trade ในขณะที่ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้กำไรในไตรมาส 1/2569 เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง

(นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน))
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตในระดับโลก แม้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ของบริษัทฯ แต่คาดว่าในไตรมาส 2/2569 จะเริ่มเห็นผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนราคาบรรจุภัณฑ์กลุ่มพลาสติกและค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการล็อกราคาบรรจุภัณฑ์กลุ่มพลาสติกไว้บางส่วน รวมถึงการประสานงานกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถจัดหาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ผลกระทบ และเตรียมแผนรองรับในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ แนวโน้มราคาต้นทุนวัตถุดิบในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มค่อนข้างทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2569 รวมถึงภาพรวมราคาต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 บริษัทฯ จึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้จะไม่ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ
บริษัทฯ ได้ยกระดับการพัฒนาด้านความยั่งยืนให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักขององค์กร และตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ตอกย้ำความสำเร็จในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย โดยมีผลการดำเนินงานสำคัญด้านความยั่งยืนนับจากต้นปี 2569 ดังนี้ (1) บริษัทฯ ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption: CAC) เป็นครั้งแรก เมื่อว้นที่ 31 มีนาคม 2569 (2) เข้าร่วมโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร (Circular Economy Project) ปีที่ 5 ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร และ (3) เข้าร่วมโครงการการประเมินผลกระทบทางสังคมผ่านเครื่องมือรอยเท้าผลกระทบทางสังคม (SIF: Social Impact Footprint) ของสถาบันไทยพัฒน์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน หรือ JUMP+ และได้เผยแพร่และนำเสนอแผน JUMP+ ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้วในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยแผน JUMP+ ของบริษัทฯ ประกอบด้วยแผนธุรกิจ แผนยกระดับการกำกับดูแลกิจการ และแผนด้านการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วงระหว่างปี 2569 – 2571 พร้อมตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิในปี 2571 ไว้ที่ 750–800 ล้านบาท นายดำรงชัยกล่าวสรุป