Frequently Asked Questions
ตอบ ยอดขายของบริษัทในปี 2568 สามารถแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์ ตามช่องทางการจำหน่าย และประเภทธุรกิจ ดังนี้



ตอบ ในปี 2568 ต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็นประมาณ 51.0% ของต้นทุนขายรวม (COGS) ของบริษัทฯ โดยวัตถุดิบหลักของบริษัทฯ ได้แก่ น้ำมันเนย/ไขมันนม ชีส น้ำมันปาล์ม แป้งสาลี นมผง และน้ำตาล เป็นต้น
ภาพรวมราคาต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยในปี 2568 เพิ่มขึ้นค่อนประมาณ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยราคาต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ราคาเริ่มมีทิศทางทรงตัวตั้งแต่ต้นปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงสายการผลิตและขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เนยเสร็จสิ้นแล้วในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งส่งให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เนยเพิ่มขึ้นจาก 18,596 ตัน เป็น 23,261 ตันต่อ นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนลงทุนในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำระบบ Automation มาใช้เพิ่มขึ้น เช่น ระบบสายพานลำเลียงอัตโนมัติ และระบบหุ่นยนต์จัดเรียงสินค้า (Robotic Palletizer) รวมถึงการติดตั้งระบบอนุรักษ์ความร้อน การติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติม ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการดำเนินงาน และส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต
ตอบ Butter Oil เป็นหนึ่งในรายการวัตถุดิบหลักของบริษัทฯ โดยต้นทุน Butter Oil ในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนประมาณ 14.1% ของต้นทุนขายรวม (COGS) ของบริษัทฯ ทั้งนี้ ราคา AMF ปรับลดลงในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจาก Oversupply ชั่วคราวใน Europe และ US ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อไม่ได้มีความเร่งรีบในการเข้าซื้อ ซึ่งสถานการณ์ราคา AMF ที่ลดลงค่อนข้างมากเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ไม่ต่อเนื่องในระยะยาว โดยราคาจะมี Lead Time ประมาณ 3-4 เดือน คือ เป็นต้นทุนในอีกประมาณ 3-4 เดือนถัดไป โดยบริษัทฯ ก็จะได้ราคาที่ถูกลงเช่นเดียวกันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ในช่วงประมาณไตรมาส 2/2569
ตอบ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (%SG&A to Sales) ในปี 2568 ของบริษัทฯ ลดลงอย่างค่อนข้างชัดเจน เมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากยอดขายที่เติบโตได้ดี การพัฒนาการทำงานและการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีปัจจัยสนับสนุนจากศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า KCG Logistics Park และ Solar Rooftop ที่ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 เป็นต้นมา และบริษัทฯ มึความมุ่งมั่นในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ยอดขาย การบริหารสินค้าคงคลัง ตลอดจนการวางแผนและบริหารกำลังคนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถควบคุมและบริหารค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
ตอบ บริษัทฯ มีการใช้จ่ายเงินสกุลต่างประเทศ ประมาณ 50% ของต้นทุนขายรวม (COGS) อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง และมีการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอตราแลกเปลี่ยนโดยการซื้อสกุลงินต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) รวมถึงมีบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit หรือ FCD) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอ้ตราแลกเปลี่ยน
ตอบ บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่งซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่มีความยืดหยุ่น ส่งผลให้สามารถสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ก้บลูกค้า และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยมีองค์ประกอบต่างๆ ด้งนี้
- มีโรงงานผลิตที่ได้การรับรองคุณภาพและมาตรฐานต่างๆ ของอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น GHP (Good Hygiene Practice), HACCP, ISO9001 : 2015, ฮาลาล และฮาลคิว
- มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทั้งช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการ (B2B) ช่องทางการขายให้ผู้บริโภค (B2C) ช่องทางออนไลน์ รวมถึงการส่งออกไปถึง 15 ประเทศ
- มีระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับการรักษาความสดใหม่และคุณภาพของผลิตภัณฑ์
- มีความเป็นเลิศทางด้านนวัตกรรม โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม KCG Excellence Center สำหรับการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงาน RDI (หน่วยงานวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม หรือ Research Development and Innovation)/ Professional Chef ของบริษัทฯ ที่ช่วยพัฒนาสูตรอาหารที่มาพร้อมความอร่อย/ หน่วยงานขายและการตลาดที่เข้าใจความต้องการลูกค้า ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ มีความพร้อมในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้ง B2C และ B2B ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความสามารถในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ทันต่อกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถให้บริการลูกค้า B2B ได้แบบครบวงจร (Solution Provider) ซึ่งเริ่มตั้งแต่การคิดเมนูและพัฒนาสูตรการผลิตให้กับลูกค้าแต่ละราย การปรับสูตรการผลิตและควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพในระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างประสิทธิภาพ
ตอบ บริษัทฯ เป็นผู้นำตลาดในกลุ่มสินค้าทั้งประเภทเนยและชีส โดยผลิตภัณฑ์เนยและสเปรด (Butter and Spreads) มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 อยู่ที่ 46.5% ผลิตภัณฑ์ชีส (Cheese) มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 อยู่ที่ 38.9% สำหรับผลิตภัณฑ์บิสกิตหวาน (Sweet Biscuits) มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 4 อยู่ที่ 6.1%

ตอบ ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดที่บริษัทฯ เคยแสดงไว้ในปี 2564 เป็นรายงานที่มีการจัดทำแบบเฉพาะเจาะจงโดย Euromonitor International (Custom Report) โดยครอบคลุมทั้งตลาด B2B และ B2C ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาดในปี 2568 ครอบคลุมเฉพาะตลาด B2C เท่านั้น รวมถึงการจัดหมวดหมู่สินค้ามีความแตกต่างกัน เช่น ในปี 2564 แสดงข้อมูลของเฉพาะตลาด Butter แต่ในปี 2568 แสดงข้อมูลตลาด Butter and Spreads ในขณะที่ Biscuits ในปี 2564 เป็นข้อมูลตลาด Plain Biscuits (ซึ่งเป็นหมวดย่อยของ Sweet Biscuits) แต่ในปี 2568 เป็นข้อมูลตลาด Sweet Biscuits
ตอบ สำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association: EFTA) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกสักระยะ โดยอัตราภาษีจะทยอยลดลง ไม่ได้ลดลงเป็น 0% ทันที
ทั้งนี้ บริษัทฯ ประเมินว่า FTA กับยุโรป จะไม่ทำให้บริษัทฯ อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม มี Cold-chain Logistics มาตรฐานสูงเป็นของตัวเอง ซึ่งทำให้บริษัทฯ มีโอกาสที่จะได้ Partner จากทางยุโรปมากขึ้น ในขณะที่บริษัทฯ ได้มีการเตรียมพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบจากทางยุโรปไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยรสชาติของผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากยุโรปจะมีความแตกต่างจากวัตถุดิบจากทางออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมถึงบริษัทฯ สามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์จากยูโรปมาจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่อยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งเพิ่มทางเลือกในการนำเสนอสินค้าได้หลากหลายขึ้น และมีโอกาสที่จะได้วัตถุดิบและสินค้าที่มีต้นทุนที่ต่ำลง
ตอบ ภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนอัตราภาษีมาอยู่ที่ระดับ 15% เท่ากันทุกประเทศชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน ระหว่างเตรียมมาตรการภาษีโดยกระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการลดภาษีการเปิดตลาดสินค้าต่างๆ ให้กับสหรัฐฯ ที่เคยมีการเจรจากันก่อนหน้าที่จะมีคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ประเทศไทยอาจจะต้องมีการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีโอกาสในการนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ในกรณีที่อัตราภาษีนำเข้าลดลงจนต้นทุนการนำเข้ามีความเหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและสินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น