สภาพภูมิอากาศ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสิ่งแวดล้อม สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลกdระทบที่มีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสของการเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบริหารจัดการให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท และของประเทศไทย
นโยบายและแนวทางการบริหารจัดการ
การกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ กำหนดกรอบการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในนโยบายการพัฒนาความยั่งยืนของบริษัทฯ โดยมี คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำหน้าที่กำกับดูแล ให้คำแนะนำ และสนับสนุนทิศทางเชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นไปตามกลยุทธ์และเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน Climate Action ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการได้จัดตั้ง คณะทำงานด้านความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Sustainability and Risk Management Working Team) ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่กำหนดเป้าหมาย แผนงาน และผลักดันการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยครอบคลุมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการพลังงาน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายด้าน Net Zero ขององค์กร
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดตั้ง คณะทำงานด้านการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับองค์กร ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) และยื่นขอการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นประจำทุกปี เพื่อให้การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานที่ยอมรับในระดับประเทศและสากล
ในเชิงโครงสร้างองค์กร บริษัทฯ มีสายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร (Corporate Sustainability) รับผิดชอบโดยตรงในการขับเคลื่อนดำเนินงานด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดให้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของผู้บริหารระดับสูงของสายงานดังกล่าว เพื่อเชื่อมโยงการกำกับดูแลเชิงกลยุทธ์กับการปฏิบัติจริง
สำหรับการดำเนินงานเชิงปฏิบัติ บริษัทฯ มอบหมายให้ฝ่ายผลิต ฝ่ายวิศวกรรมร่วมกับฝ่ายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม (SHE) ทำหน้าที่รับผิดชอบหลักในการดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงาน
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมหรือลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุตามเป้าหมาย Net Zero ขององค์กร
การบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ใช้แนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดก๊าซเรือนกระจก โดยอ้างอิงแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Greenhouse Gas Management Organization Public Organization) นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาหลักเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลตามแนวทาง TCFD, IFRS S2 และคู่มือแนวทางการจัดการข้อมูล และลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก กลุ่มเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้าน Net Zero
การประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate change risk management)
บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยศึกษาแนวทางของ Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) เพื่อใช้ในการระบุและประเมินผลกระทบเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินงานให้รอบด้าน ครอบคลุมความเสี่ยงและโอกาสจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในเชิงกายภาพ (Physical Risk) จากด้านภัยธรรมชาติที่รุนแรง เช่น น้ำท่วมฉับพลัน โรคติดต่อทั้งในพืชและสัตว์ พายุหรือระเบิดฝน (Rain bomb) ภัยแบบเรื้อรัง อาทิ ภัยแล้งที่ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำจืดในพื้นที่การเกษตรหรือการทำปศุสัตว์ อาจทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงักของธุรกิจทั้งด้านการผลิตและการขนส่ง รวมถึงแนวโน้มต้นทุนการผลิตของวัตถุดิบการเกษตรที่สูงขึ้น สำหรับความเสี่ยงการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) อาทิ นโยบายรัฐและกฎด้านราคาคาร์บอน การเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงหากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ตั้งเป้าหมาย ในขณะเดียวกัน มีโอกาสในการพัฒนาสินค้าและแพคเกจจิ้งด้วยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งบริษัทฯได้นำความเสี่ยงดังกล่าวเพื่อจัดทำมาตรการรับมือและแผนรับมือที่เหมาะสมในอนาคตต่อไป
มาตรการและแนวทางการรับมือความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
| ความเสี่ยง | กรอบเวลา | ผลกระทบ | มาตรการและแนวทางการรับมือ |
|---|---|---|---|
| 1. ความเสี่ยงทางกายภาพ Physical Risk | |||
|
1.1 ความเสี่ยงฉับพลัน (Acute risks)
|
ระยะสั้น 0 - 1 ปี |
การหยุดชะงักของธุรกิจทั้งด้านการผลิตและการขนส่งสินค้า รวมถึงการดำเนินการต่างๆ |
|
|
1.2 ความเสี่ยงเรื้อรัง (Chronic risks)
|
ระยะกลาง 2 - 5 ปี |
ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำจืดในพื้นที่การเกษตรหรือการทำปศุสัตว์ อาจทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้า |
|
| 2. ความเสี่ยงการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) | |||
|
2.1 นโยบายรัฐและกฎหมายด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก |
ระยะสั้น 0 - 1 ปี |
ภาษีคาร์บอนอาจส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าอาจเพิ่มสูงขึ้น และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น |
|
|
2.2 การเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ |
ระยะกลาง 2 - 5 ปี |
|
|
| 2.3 ต้นทุนในการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก (Costs to transition to lower emissions technology) |
ระยะยาว 6 - 10 ปี |
เพื่อให้สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย Net Zero มีความจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เพิ่มขึ้น |
|
| 3. โอกาส | |||
|
3.1 การพัฒนาสินค้าและแพคเกจจิ้ง |
ระยะสั้น 0 - 1 ปี |
ลูกค้าและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่คาร์บอนต่ำ เป็นโอกาสทางตลาด |
|
| 3.2 การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต |
ระยะกลาง 2 - 5 ปี |
โอกาสในการลดค่าใช้จ่ายและลดทรัพยากรอย่างยั่งยืน จากการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิง |
|
มาตรการและแนวทางการรับมือความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ มีการจัดทำข้อมูลเพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรของโรงงานเทพารักษ์ โรงงานบางพลี สำนักงานใหญ่ สาขาบางนา ศูนย์กระจายสินค้าเชียงใหม่ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี ซึ่งเก็บข้อมูลครอบคลุมกิจกรรมทั้ง 3 ขอบเขต ตามข้อกำหนดของการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกองค์กร จากนั้นนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการประเมินและทวนสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยผู้ทวนสอบที่ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Greenhouse Gas Management Organization Public Organization) ก่อนการเผยแพร่ข้อมูลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่องค์กรจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีแยกตามรายสาขา ตั้งแต่ปี 2565 บริษัทฯ ยังได้รับการอนุญาตให้ใช้ เครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และจะมีการต่ออายุเครื่องหมายรับรองทุกปีทั้งนี้ โดยบริษัทฯ ใช้หลักเกณฑ์การควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control) ในการกำหนดขอบเขตสำหรับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยรวบรวมปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจการควบคุมบริษัท โดยไม่นับรวมการประกอบกิจการนอกประเทศ
สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 บริษัทฯ ได้ประเมินระดับความมีนัยสำคัญของแต่ละหมวดหมู่ และการจัดทำข้อมูลเฉพาะหมวดหมู่ที่มีความสำคัญสูง โดยประเภทหมวดหมู่ Scope 3 ที่องค์กรได้ทำการระบุและประเมินผลทั้งหมด 5 จาก 15 หมวด รวมทั้งการตั้งเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขตดังกล่าวด้วย
ตั้งแต่ปี 2567 บริษัทฯได้จัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทุกสาขาเข้าเป็นหนึ่งบัญชีเพื่อให้สะท้อนการดำเนินงานและกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้องและไม่มีการนับซ้ำซ้อนสำหรับกิจกรรมภายในองค์กรที่เป็นระหว่างสาขา และได้รับการทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก บริษัท วี กรีน เคยู จำกัด ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ทวนสอบอิสระที่ได้รับการรับรองจาก อบก. ซึ่งต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล1 โดยอ้างอิง ISO14061-1(2018), GHG Protocol (2001, 2004) เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ จัดทำรายงานความยั่งยืนเพื่อเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสอดคล้องกับมาตรฐาน GRI มีการทวนสอบและนำเสนอให้คณะผู้บริหารเพื่อพิจารณา และรายงานต่อคณะคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกปีก่อนเปิดเผยสู่สาธารณะ
หมายเหตุ: 1 อ้างอิงเอกสาร “ข้อกำหนดในการคำนวณและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” โดย อบก.
การตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปีฐานตามแนวทางของ Science Based Targets initiative (SBTi)1 ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยใช้ SBTi Tool ตั้งเป้าหมายเฉพาะในส่วนของขอบเขต 1, 2 และ 3 ในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าตาม Net Zero ในปี 2050 หรือ 2593 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยที่ประกาศเจตนารมณ์อย่างเป็นทางการในที่ประชุม COP30 ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2025
เป้าหมายระยะสั้น (ปี 2567 - 2572) (Near-Term Target)
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 10% ในปี 2568 เทียบกับปีฐาน 2567
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 20% กับขอบเขตที่ 3 ลง 15% ในปี 2570 เทียบกับปีฐาน 2567
เป้าหมายระยะยาว (ปี 2573 ขึ้นไป) (Long-Term Target)
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 42% กับขอบเขตที่ 3 ลง 25% ในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2567
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ลง 73% ในปี 2588 เทียบกับปีฐาน 2567
เป้าหมาย Net Zero
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็น Net Zero ในปี 2593
แผนการลดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero Action)
บริษัทฯ ได้จัดทำ แผนการดำเนินงานสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Action Plan) เพื่อรองรับการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
- แผนระยะสั้น บริษัทฯ มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานภายในองค์กร โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประสิทธิภาพของไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิง การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน และการจัดการของเสีย จึงจัดทำแผนการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับระยะสั้น และได้นำแผนดังกล่าวเพื่อสมัครเข้าร่วมกับโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนด 3 กลยุทธ์หลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ขอบเขตที่ 1 และ 2 (Scope 1 & 2)
1. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Consumption Optimization)
2. การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน (Process Efficiency)
3. การใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) - แผนระยะกลางและระยะยาว บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทบทวนเป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามเป้าหมาย โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯ อย่างรอบคอบ เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ขอบเขตที่ 3 (Scope 3) มีสัดส่วนสูงที่สุด บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการวางแผนและพัฒนาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตดังกล่าว โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนในระยะยาว
หมายเหตุ: 1SBTi เป็นหน่วยงานที่ถูกสร้างขึ้นโดย WWF (World Wide Fund for Nature) ร่วมกับ CDP (Carbon Disclosure Project), WRI (World Resources Institute) และ UNGC (United Nations Global Compact)
ผลการดำเนินงาน
สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2568 บริษัทฯ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 รวม 19,688 tCO2eq ลดลง 6.7% จากปีฐาน 2567 ขณะที่ความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ 2) ต่อหน่วยการผลิตอยู่ที่ 0.51 ลดลง 3.9% จากปีฐาน อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานดังกล่าวยังไม่บรรลุเป้าหมายการลดลงที่กำหนดไว้ที่ 10% และ 5% ตามลำดับ
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (Scope 1, 2 และ 3) เท่ากับ 133,606 tCO2eq เพิ่มขึ้น 25% จากปีฐาน 2567 โดยแหล่งการปล่อยหลักมาจากขอบเขตที่ 3 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ของการปล่อยทั้งหมด การเพิ่มขึ้นถึง 29% ดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญจากหมวดสินค้าและบริการที่ซื้อ (Purchased Goods and Services) โดยเฉพาะวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งมีปริมาณการปล่อยเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีฐาน สอดคล้องกับการเติบโตของยอดขายของบริษัทในส่วนของขอบเขตที่ 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตและยอดขาย โดยมีปัจจัยหลักจากการใช้ก๊าซหุงต้มในกระบวนการผลิต
ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof) และการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าจากภายนอกและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลง
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก1 (หน่วย: ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า, tCO2eq)

หมายเหตุ: 1ไม่รวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทย่อย ซึ่งมีแผนในการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมในปี 2569
ภาพรวมการดำเนินงานจาก Green Logistics
บริษัทฯ ได้ดำเนินแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ผ่านการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะด้านการขนส่งและจัดเก็บตามแนวคิด Green Logistics เพื่อสอดรับกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการพลังงานเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีโครงการดังนี้
- เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน
ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาใน KCG LOGISTICS PARK และ ศูนย์กระจายสินค้าต่างจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และขอนแก่น
- ติดตั้งโซลาร์รูฟ 5 แห่ง ขนาดติดตั้งรวม 2,358 กิโลวัตต์
- ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟ 2,978,652.25 กิโลวัตต์
- ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,489 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า

- เพิ่มสัดส่วนการใช้รถบรรทุก EV และ รถยกไฟฟ้า
ทยอยเปลี่ยนเป็นรถยกไฟฟ้าแทนรถยกรูปแบบเดิมที่เป็นรถยกน้ำมัน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้รถยกไฟฟ้าไม่ก่อให้เกิด สารพิษที่เกิดจากการใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว และควันหรือไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันจากการใช้งานอันจะเป็นการช่วยลดมลพิษทางอากาศแล้ว และยังเพิ่มความปลอดภัยจากการใช้งานให้กับพนักงาน เนื่องจากไม่ต้องเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นวัตถุไวไฟที่อาจเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ได้
- ดำเนินการใช้รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า 6 ล้อ และ 4 ล้อ เต็มรูปแบบ (Electric Vehicle: EV) สำหรับส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังลูกค้า ที่กรุงเทพ และเชียงใหม่ รวมทั้งหมด 10 คัน แยกตามประเภท ได้แก่ รถบรรทุก 6 ล้อ 2 คัน รถบรรทุก 4 ล้อ 6 คัน รถกระบะ 4 ประตู 1 คัน และรถยนต์ 1 คัน
- ปรับเปลี่ยนเป็นรถยกชนิดไฟฟ้า (แบตเตอรี่ลิเธียม) ใน KCG Logistics Park รวมถึงคลังสินค้าและ ศูนย์กระจายสินค้าต่างจังหวัด จำนวนรถยกชนิดไฟฟ้า (แบตเตอรี่ลิเธียม) 62 คัน
- ติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในพื้นที่ KCG LOGISTICS PARK จำนวน 3 สถานี

- การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทฯ ดำเนินการเพิ่มสัดส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยังคงคุณภาพของสินค้า โดยปรับเปลี่ยนประเภทของวัสดุบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนวัสดุพลาสติกที่ย่อยสลาย ทำลายยาก ให้เป็นประเภทที่ย่อยสลาย ทำลายง่ายขึ้น หรือวัสดุที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ การลดปริมาณการใช้วัสดุให้น้อยลง เช่น การปรับลดขนาดและคุณลักษณะของกล่องกระดาษให้เหมาะสม ปกป้องผลิตภัณฑ์ได้อย่างสมบูรณ์ระหว่างการขนส่ง โครงการศึกษาและปรับลดความหนาของเหล็กของบรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋องลง
บริษัทฯ มีแผนในการปรับบรรจุภัณฑ์กลุ่มฟิลม์พลาสติก ให้เป็นพลาสติกประเภทเดียว (Mono Material) ที่สามารถคัดแยกและเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น โดยมีแผนสื่อสารสัญลักษณ์การ Recycle ผ่านบรรจุภัณฑ์ โดยในปี 2568 มีรายการบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ถึง กว่า 66% ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้กับสินค้าของบริษัท

- การสร้างวัฒนธรรมองค์กร
บริษัทฯ มีการสื่อสารและผนวกเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกและการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมลงในกิจกรรมต่างๆ สำหรับพนักงาน อาทิ KCG Innovation Contest, KCG Kaizen เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานนำเสนอนวัตกรรมหรือการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่คำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจควบคู่กับไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสื่อสารและทำกิจกรรม
กิจกรรมรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและลดก๊าซเรือนกระจก
วันสิ่งแวดล้อมโลก 2568

รณรงค์เพื่อลดการใช้พลาสติก

ข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปี 2568 - สรุปผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม