การบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เพิ่มความซับซ้อนและความไม่แน่นอนต่อการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ ทั้งในด้านความต่อเนื่องของวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และการดำเนินงานของคู่ค้า ซึ่งหลายส่วนเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นทั้งปัจจัยเสี่ยงต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และในขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
บริษัทฯ จึงกำหนดให้การบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรับผิดชอบ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ควบคู่กับการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทฯ คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ในการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯ ได้จัดให้มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินคู่ค้าในมิติความยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในระยะยาว ทั้งด้านการพัฒนาศักยภาพ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทาน และนำไปสู่การเติบโตและความยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว

นโยบายและแนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการดำเนินงานใดๆ ของคู่ค้า อันอาจจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายโดยรวม ไม่เพียงแต่เป้าหมายทางเศรษฐกิจ ยังจะมีผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ ความปลอดภัยของวัตถุดิบและสินค้า การฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับต่างๆ การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสร้างมลพิษหรือปัญหาทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น การจัดการของเสีย การจัดการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้กำหนดนโยบายการบริหารโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Policy) และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง โดยบูรณาการกับการบริหารจัดการคู่ค้าและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการระบุคู้ค้าสำคัญ และจำแนกคู่ค้าที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืนสูง เพื่อเป็นแนวทางในการลดความเสี่ยงจากคู่ค้า และเป็นการสร้างแนวร่วมในการพัฒนาความยั่งยืน (Environment, Social and Governance: ESG) ไปด้วยกัน โดยนโยบายการบริหารโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน มีรายละเอียดดังนี้
- กำหนดกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดกลไกในการบริหารจัดการคู่ค้าอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ในกระบวนการจัดซื้อจัดหา การสรรหาและคัดเลือก การตรวจสอบและประเมินคู่ค้า รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าปฏิบัติตามนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
- มุ่งมั่นคัดสรรวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากแหล่งผลิตที่ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ การจัดการพลังงานและทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์อย่างยั่งยืน การไม่บุกรุกหรือทำลายป่า การควบคุมการใช้สารเคมี การมีการรับรองหรือกระบวนการทำงานตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ
- สร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในระยะยาว
- ส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนของคู่ค้า เช่น การให้ค่าจ้างอย่างเป็นธรรม การจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สภาพการทำงานที่เหมาะสม การไม่ใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ รวมถึงส่งเสริมให้คู่ค้าปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานทั้งในระดับประเทศและสากล
- สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างจากคู่ค้า แรงงาน หรือธุรกิจในท้องถิ่นหรือในพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการกระจายรายได้ในระดับท้องถิ่น
- เปิดเผยและสื่อสารนโยบายการบริหารโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน แนวทางด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจต่อคู่ค้า เพื่อใช้เป็นกรอบในการสร้างความร่วมมือด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ รวมถึงจัดให้มีช่องทางการสื่อสารและ/หรือการร้องเรียนในกรณีพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือเบาะแสด้านการทุจริตคอร์รัปชัน
ข้อมูลเพิ่มเติมดูรายละเอียดได้ที่
แนวทางปฎิบัติการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าในการพัฒนาความยั่งยืนร่วมกัน บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการคู่ค้าครอบคลุมตั้งแต่การระบุกลุ่มคู่ค้า การสรรหาและคัดเลือกคู่ค้า การประเมินด้านความยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การระบุคู่ค้าสำคัญ
- การกำหนดเกณฑ์และระบุคู่ค้าสำคัญ
เพื่อวิเคราะห์ระดับความสำคัญของคู่ค้าต่อการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ได้กำหนดเกณฑ์ในการจำแนกกลุ่มคู่ค้าสำคัญ เพื่อให้สามารถระบุคู่ค้าแต่ละกลุ่ม และประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนและบริหารจัดการคู่ค้าได้อย่างเหมาะสม โดยแบ่งคู่ค้าสำคัญออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1. คู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (Critical Tier 1 Supplier) หมายถึง คู่ค้าหลักที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจโดยตรงกับบริษัทฯ โดยพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ ได้แก่
- มีมูลค่าการซื้อวัตถุดิบอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 80 แรกของมูลค่าการจัดซื้อทั้งหมดในรอบปี
- ระดับความพึ่งพาทางธุรกิจเป็นคู่ค้าที่จำหน่ายวัตถุดิบหลักหรือสินค้าสำเร็จรูป (Trading Goods) ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และไม่สามารถจัดหาทดแทนได้ในระยะสั้น
- มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG) เช่น การสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การละเมิดสิทธิแรงงาน หรือมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (Critical Non-Tier 1 Supplier) หมายถึง คู่ค้าที่ไม่ได้ติดต่อซื้อขายโดยตรงกับบริษัทฯ แต่มีบทบาทสำคัญและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบหลัก ผู้ผลิตสินค้า หรือเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า ซึ่งจำหน่ายผ่านตัวแทนมายังบริษัทฯ เป็นต้น
- การประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้า (ESG)
บริษัทฯ จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าที่อาจส่งผลต่อมิติทางเศรษฐกิจและมิติด้านความยั่งยืน โดยประกอบด้วย
- ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการของเสียและมลพิษ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
- ความเสี่ยงด้านสังคม เช่น คุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
- ความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน และข้อพิพาทด้านจริยธรรมทางธุรกิจ เป็นต้น
บริษัทฯ กำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้า ทั้งการประเมินตนเองโดยคู่ค้า (Self-Assessment) กับ การประเมินโดยผู้ซื้อซึ่งจะใช้หลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะสำหรับคู่ค้าต่างประเทศ หรือการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ทั้งนี้ สำหรับคู่ค้าที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงสูง บริษัทฯ จะดำเนินการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ (On-Site Audit) และในกรณีที่ไม่สามารถตรวจติดตามในสถานที่ได้ จะจัดประชุมร่วมกับคู่ค้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงและแนวทางปรับปรุงแก้ไขโดยเร็วที่สุด
- คู่ค้าสำคัญ และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง
ในปี 2568 มีคู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Critical Tier 1) 86 ราย คิดเป็น 8.2% จากจำนวนคู่ค้าทั้งหมด 1,052 ราย คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (Critical Non-Tier 1 Supplier) 4 ราย คิดเป็น 0.4% ทั้งนี้ จำนวนคู่ค้าสำคัญทั้ง Critical Tier 1 และ Critical Non-Tier 1 มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน เนื่องจากมีการทบทวนรายชื่อตามเกณฑ์ในการระบุคู่ค้า โดยเฉพาะมูลค่าการซื้อประจำปีมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้รวมรวมรายชื่อของคู่ค้าที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรงสำหรับวัตถุดิบหรือสินค้าที่สำคัญอยู่ใน Approved Vendor List ในปี 2568 การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าสำคัญ ไม่พบคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง จึงไม่มีการตรวจประเมิน On-site ด้านความยั่งยืนสำหรับคู่ค้ากลุ่มนี้

ผลการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าด้านความยั่งยืน ปี 2568

2. การสรรหาและคัดเลือกคู่ค้า
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสรรหาและคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมทั้งมิติทางธุรกิจและมิติด้านความยั่งยืน และมีการควบคุมดูแลเกี่ยวกับข้อมูล และรักษาความลับทางการค้าของคู่ค้าอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่นำข้อมูลไปใช้เกินกว่าวัตถุประสงค์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารคู่ค้า รวมถึงป้องกันการเปิดเผยหรือการใช้งานข้อมูลอย่างไม่เหมาะสม
เกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้าใหม่ ประกอบด้วยคะแนนในเชิงธุรกิจ อาทิ ข้อมูลทางด้านการเงิน, ด้านคุณลักษณะของสินค้าที่เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้านการผลิตและกำลังการผลิต ด้านการจัดการคุณภาพ และความสามารถในการจัดส่ง เป็นต้น และประเด็นความยั่งยืนของธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยฝ่ายจัดซื้อจะพิจารณาจากการประเมินตนเองด้านความยั่งยืนของคู่ค้าใหม่และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการคัดเลือกคู่ค้าเข้า Approved Vendor List และการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป
- การสื่อสารนโยบายบริษัทฯ จริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ (Supplier Code of Conduct)
เพื่อให้คู่ค้ามีความเข้าใจและสามารถดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามแนวทางปฏิบัติที่ดี บริษัทฯ ได้จัดทำจริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) โดยครอบคลุมสาระสำคัญด้านความยั่งยืน ได้แก่ จริยธรรมทางธุรกิจ การปฏิบัติต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและการปฎิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม และอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เป็นต้น เพื่อเป็นแนวทางสร้างความยั่งยืนร่วมกันกับคู่ค้า
สำหรับคู่ค้าใหม่ต้องรับทราบและลงนามในจริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจคู่ค้า ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนขยายการดำเนินการเปิดเผยจริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และสร้างความร่วมมือในการดำเนินตามจรรยาบรรณที่กำหนดไว้ให้ครอบคลุมคู่ค้าในแต่ละกลุ่มให้ครบถ้วน
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้การจัดทำจริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของคู่ค้าและคู่สัญญา (Supplier Code of Ethics) โดยเริ่มจัดส่งให้คู่ค้ารายสำคัญ (Critical Tier 1 Supplier) และให้คู่ค้าใหม่ลงนามครบ 100% และมีการวางแผนในการขยายกลุ่มให้ครอบคลุมคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ต่อไป รวมทั้งสื่อสารนโยบายการบริหารโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Policy) บนเว็บไซต์ของบริษัทฯ เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้คู่ค้าตลอดโซ่อุปทานในปฏิบัติตามจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจสำหรับคู่ค้า อันจะเป็นการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึง สังคมและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน ส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชน เพิ่มความโปร่งใสและความยั่งยืนตลอดโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้สื่อสารนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมประกาศเจตนารมณ์ในการเข้าร่วมเป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption: CAC) ให้คู่ค้าทุกรายรับทราบ และสนับสนุนให้คู่ค้ามีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งขอความร่วมมือในการงดให้และรับของขวัญอย่างเคร่งครัด
- การจัดหาวัตถุดิบหลักสำคัญอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน
บริษัทฯ มีข้อกำหนดเพิ่มเติมในการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมัน แป้งสาลี น้ำตาล โดยต้องมาจากแหล่งที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการดำเนินการจัดหาอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ดังนี้

- การจัดซื้อจัดหาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Procurement Policy)
บริษัทฯ กำหนดนโยบายการจัดซื้อจัดหาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และจัดทำคู่มือการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสรรหาและคัดเลือกสินค้าและบริการ โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในแต่ละประเภทสินค้า เพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle)
การตัดสินใจเลือกซื้อพัสดุหรือเลือกใช้บริการจะพิจารณาจากสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ควบคู่กับความเหมาะสมในการใช้งาน ประสิทธิภาพ คุณภาพ และความคุ้มค่าในด้านราคา โดยครอบคลุมประเภทสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะ สื่อโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์หมวดไฟฟ้าและการก่อสร้าง รวมถึงการจัดจ้างบริการทำความสะอาด
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อจัดจำหน่าย อาทิ ล็อปสเตอร์ และอาหารทะเลจากต่างประเทศและในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคู่ค้าและผู้จัดส่งอย่างรอบคอบ ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอาหาร การควบคุมคุณภาพ และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยพิจารณาจากการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศต้นทาง รวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระบบควบคุมด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหาร เช่น Shellfish Sanitation Program (SSP) ของประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างรับผิดชอบ และแนวทางด้านความยั่งยืนของแหล่งที่มา เช่น การรับรองด้านการประมงอย่างยั่งยืน หรือเอกสารรับรองและข้อมูลที่เทียบเท่า เพื่อสนับสนุนการจัดซื้ออาหารทะเลที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน และมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในขอบเขตที่บริษัทฯ สามารถควบคุมและบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
3. การประเมินคู่ค้า
บริษัทฯ มีการประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้าประจำปี หลังจากปฏิบัติงาน (Post Evaluation) โดยครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร การปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัทฯ ในกรณีที่ผลการประเมินไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด บริษัทฯ จะกำหนดมาตรการให้คู่ค้าดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมติดตามผลอย่างเป็นระบบ หากคู่ค้าไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงได้ตามแผน บริษัทฯ จะดำเนินการหารือร่วมกับคู่ค้าเพื่อพิจารณามาตรการแก้ไขที่เหมาะสม หรือพิจารณาทางเลือกอื่นตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัทฯ
สำหรับการตรวจประเมินคู่ค้าที่สถานประกอบการ (Supplier Audit) บริษัทฯ จัดทำ แผนการตรวจประเมินแบบ Onsite เป็นประจำทุกปี โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายควบคุมคุณภาพ การคัดเลือกคู่ค้าเพื่อเข้ารับการตรวจประเมินจะพิจารณาจากคู่ค้าที่มีความเสี่ยงด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร รวมถึงคู่ค้าที่พบข้อบกพร่องในการดำเนินงาน หรือมีความจำเป็นต้องแก้ไขพัฒนา ทั้งด้านระบบคุณภาพและกรอบมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร และความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในระดับสูง ทั้งนี้ บริษัทฯ จะติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องอย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ หากพิจารณาแล้วพบว่าความเสี่ยงเกิดจากข้อจำกัดของคู่ค้า และไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืออาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อบริษัทฯ บริษัทฯ อาจพิจารณากำหนดมาตรการเพิ่มเติม หรือพิจารณาทางเลือกในการจัดหาคู่ค้าทดแทนตามความเหมาะสม
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้บูรณาการ การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG เข้ากับกระบวนการตรวจประเมินคู่ค้าแบบ Onsite ประจำปี ครอบคลุมร้อยละ 100 ของคู่ค้าที่อยู่ในรอบการตรวจประเมินด้านคุณภาพ โดยผลการตรวจสอบไม่พบคู่ค้าที่มีประเด็นด้านความยั่งยืน หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ที่ต้องมีการตรวจติดตามเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะนำผลการตรวจประเมินในครั้งนี้มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนา ระบบการประเมินความเสี่ยง ESG สำหรับคู่ค้าในอนาคต
4. การพัฒนาความร่วมมือกับคู่ค้า
บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้า ทั้งด้านการพัฒนาสินค้า บริการ และบรรจุภัณฑ์ และส่งเสริมศักยภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกับคู่ค้า โดยมีโครงการ
- โครงการ Vendor Managed Inventory (VMI)
บริษัทฯ ได้จัดร่วมมือกับคู่ค้าในการดำเนินโครงการ VMI (Vendor Managed Inventory) ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง โดยให้คู่ค้ามีบทบาทในการช่วยวางแผนและบริหารปริมาณสินค้าคงคลัง (Vendor Managed Inventory) ของบริษัทฯ บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงคลัง ลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือสินค้าคงคลังเกินความจำเป็น และสนับสนุนการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นในทั้งสองฝ่าย
ในการดำเนินโครงการ บริษัทฯ และคู่ค้าได้มีการกำหนดระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสมร่วมกัน การส่งข้อมูลความต้องการสินค้าในอนาคต เพื่อให้คู่ค้าสามารถวางแผนการผลิตและการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของบริษัทฯ และลดระยะเวลาการตอบสนองในกระบวนการจัดส่งสินค้า
ผลจากการดำเนินโครงการ VMI ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความแม่นยำของจำนวนสินค้าที่คู่ค้าจัดส่งได้และปริมาณสินค้าคงคลัง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีระหว่างบริษัทฯ และคู่ค้า
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ขยายความร่วมมือโครงการ VMI ไปยังคู่ค้ากลุ่มสินค้าอื่นที่มีศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินงานร่วมกันและมีแผนขยายอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของโซ่อุปทานโดยรวม และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
- การมีส่วนร่วมกับคู่ค้าด้านความยั่งยืน (Supplier Sustainability Engagement)
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการ “พาเลทคืนชีพ” ซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมกับคู่ค้าด้านโลจิสติกส์ในการพัฒนาพาเลทพลาสติกรีไซเคิลเกรดเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมอาหารที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐานอาหาร และตอบโจทย์ประสิทธิภาพด้านการจัดการโลจิสติกส์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
โครงการดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การจัดเก็บ และการหยิบสินค้า ผ่านการออกแบบระบบจัดการคลังสินค้าแบบกึ่งอัตโนมัติ (Shuttle Pallet System) ซึ่งช่วยลดความเสียหายของสินค้าในคลัง ลดการสูญเสียทรัพยากร และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์โดยรวม นอกจากนี้ พาเลทที่พัฒนาขึ้นยังได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำและรีไซเคิลได้ 100% สนับสนุนการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Projects) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ขององค์กร
การดำเนินโครงการพาเลทคืนชีพสะท้อนแนวทางการมีส่วนร่วมกับคู่ค้าในลักษณะการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) โดยนอกจากจะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ใหม่ให้แก่คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของระบบโลจิสติกส์อาหารในระยะยาว
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยบริษัทฯ ได้รับรางวัล Commended Supply Chain Management Awards 2025 ในกลุ่ม Sustainability Excellence จากงาน SET Awards 2025 ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับวารสารการเงินธนาคาร สะท้อนถึงความสำเร็จในการบูรณาการมิติความยั่งยืนเข้ากับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และเป็นการวางรากฐาน มาตรฐานพาเลทที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสามารถนำไปใช้และต่อยอดในวงกว้างในอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติมดูรายละเอียดได้ที่
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมด้านความยั่งยืนร่วมกับคู่ค้า ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม อาทิเช่น โครงการ Backhauling โดยบริษัทฯ จะแวะรับสินค้าของคู่ค้าที่อยู่ในเส้นทางเที่ยวกลับเพื่อมายังบริษัทฯ ด้วยวิธีนี้ทำให้คู่ค้าสามารถลดค่าใช้จ่ายการขนส่งสินค้า ในขณะที่บริษัทฯ ได้ลดปริมาณรถขากลับเที่ยวเปล่าได้ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน และยังมีการร่วมมือกับคู่ค้าในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างกระเช้าของขวัญทำจากกระดาษ ซึ่งช่วยเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกให้กับบริษัทฯ รวมถึง บริษัทฯ ยังให้คำแนะนำแก่คู่ค้าเพื่อพัฒนายกระดับด้านระบบคุณภาพและกรอบมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหารให้สามารถส่งมอบวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานแก่บริษัทฯ อีกทางด้วย
นโยบายและระยะเวลาเฉลี่ยของการชำระเงินให้แก่คู่ค้า (Accounts Payable Days)
บริษัทฯ มีนโยบายการปฏิบัติต่อคู่ค้า ลูกหนี้และเจ้าหนี้ มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลง สัญญาอย่างเคร่งครัด ในการชำระเงิน แผนกบัญชีและการเงินจะดำเนินการผ่านระบบการจ่ายเงินผ่านช่องทางธนาคาร ซึ่งจะทำให้คู่ค้ามีความเชื่อมั่นและสามารถรับเงินได้ตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงกัน การพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขระยะเวลาการจ่ายเงินที่ตกลงกันนั้น อาจมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ประเภทธุรกิจ หรือเงื่อนไขทางการค้าต่างๆ โดยมีแนวทางการชำระเงินขึ้นอยู่กับเครดิตเทอมที่ได้รับจากคู่ค้า ซึ่งจะถูกพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทของธุรกิจ ระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจร่วมกัน รวมถึงความเหมาะสมอื่นๆ ของคู่ค้าประกอบกัน ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 วัน ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการกำหนดรอบในการชำระเงินและสื่อสารให้กับคู่ค้าอย่างชัดเจน หากมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุใดที่อาจทำให้ไม่สามารถชำระเงินได้ตามเวลาที่กำหนด บริษัทฯ จะมีการแจ้งกับคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบพร้อมเหตุผลและกำหนดการใหม่ทันทีหรือล่วงหน้าแล้วแต่สถานการณ์

หมายเหตุ: 1 บริษัทฯคำนวณระยะเวลาเฉลี่ของการชำระเงินให้แก่คู่ค้า ซึ่งรวมถึงเงินเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น
ผลการดำเนินงาน

ข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปี 2568 - สรุปผลการดำเนินงานด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ